Skip to content

Thai Agri News

สรุปข่าวเกษตร ความรู้ทางการเกษตร ตลาดนัดสินค้าเกษตร ประกาศซื้อขายสินค้าการเกษตร เกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่
anigif
ขอเชิญศิษย์เก่าเกษตรบางพระ (พืชศาสตร์) ทุกรุ่น ร่วมงาน
รวมพล ฅนพืชศาสตร์ - บางพระ 57
ในวันเสารที่ 6 ธันวาคม 2557 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป
ณ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช (พืชศาสตร์) คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก จังหวัดชลบุรี

กล้วยหอม

ใครปลูกกล้วยหอมให้แก่จัดใกล้สุก (ห่าม) หรือสุกพอดีตรงหรือก่อนเล็กน้อยกับช่วงวันสารทจีน. ตรุษจีน. ไหว้พระจันทร์. หรือเชงเม้งรับรองร่ำรวยแน่นนอนครับ

…อยากรวยเรามาวางแผนร่วมกับครูชาตรีเลยครับเพราะกล้วยหอมตั้งแต่ปลูกยืนต้นถึง ระยะวันตัดเครือ 10 เดือนครึ่ง เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

สมมมติว่าปี 2559 ตรุษจีน ตรงกับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 เราต้องการปลูกกล้วยหอมให้ตัดเครือขายประมาณวันที่5เดือนกุมภาพันธ์ 2559นี้เพื่อให้สุกประมาณวันที่7 ต้องนับถอยหลังมา10 เดือนครึ่ง เราต้อง เริ่มปลูกวันที่ 9 มีนาคม 2558 กล้วยหอมจะเจริญเติบโตจนถึงออกปลีประมาณเดือนต้นเดือนพฤศจิกายน ระยะแทงปลีถึงตัดเครือประมาณ 70-80 วันหรือประมาณวันที่1-5 กุมภาพันธ์ 2559

การดูแลเพื่อให้ออกตรงตามระยะเวลา

1. ช่วงที่ยังไม่ออกเครือให้เลี้ยงใบไว้ทั้งหมด แต่ช่วงที่ออกเครือแล้วให้ไว้ใบ 9-10 ใบ จะทำต้นไม่เฝือใบ ไม่โทรม และให้ได้ผลผลิตดี

2 หลังจากตัดปลีแล้ว 20-30 วัน ให้ห่อเครือด้วยถุงโปร่งแสงขนาดใหญ่ เปิดก้นถุง เพื่อให้ลมผ่านและอากาศถ่ายเท หรือห่อด้วยใบของเขาเอง

3.กล้วยหอมปลูกตื้น ระบบรากมีน้อย ไม่อาจรับน้ำหนักเครือขนาดใหญ่ได้จึงจำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม

4 หลังจากห่อผล 30 วัน ใบบางส่วนจะเริ่มแห้ง ผลกลมไม่มีเหลี่ยม แสดงว่าผลแก่จัดเก็บเกี่ยวได้

เป็น อย่างไรบ้างครับลองดูก็ไม่น่าเสียหายนะครับ..แต่อย่าลืมนะครับถ้าปลูกให้ออก ผลตรงเวลาอย่าให้เทวดาเลี้ยงนะครับต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอสำหรับ ต้นกล้วยพร้อมทั้งการใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอมีตารางดังนี้ครับ

การให้ปุ๋ย:

กล้วยอายุ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 เดือนละครั้ง ถ้าต้นไม่ค่อยสมบูรณ์ก็จะใส่ยูเรียผสมด้วย ต้นละ 2-3 ช้อนแกง
อายุ 4 เดือนเปลี่ยนมาใช้ 16-16-16 ผสมยูเรีย (46-0-0) และใส่กระดูกป่นด้วยเพื่อให้กล้วยขยายปลีได้ดี กล้วยปลีใหญ่ เครือก็จะใหญ่ หวีก็จะใหญ่

 

ผักน้ำเบตง เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ไม่ได้มีการปลูกเพื่อการจำหน่ายแต่อย่างใด เพียงแต่ชาวบ้านนำมาปลูกเพื่อใช้ประกอบอาหารในบ้านกินกันเท่านั้น บ้านไหนไม่ได้ปลูกก็มีการแบ่งปันหรือไม่ก็ซื้อหากันเล็กๆ น้อยๆ เพราะมีการปลูกกันได้ทั่วไป แม้ในตัวอำเภอเบตงเอง ซึ่งเป็นท้องนา บริเวณแถวๆ ข้างถนนในเมืองก็มีการปลูกกัน แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมของเมืองเข้ามาทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ผักน้ำเบตงไม่สามารถปลูกได้อีก จึงค่อยๆ ถอยร่นออกไปนอกเมือง ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากกว่า


ต่อ มาการปลูกผักน้ำเบตงมีการปลูกเพื่อการค้ามากขึ้นแต่ละรายมีการปลูกจำนวนไม่ มากนักและมีปัญหาเรื่องหนอนใยผักจึงมีการใช้สารเคมีฉีดแต่ก็ไม่สามารถกำจัด ได้ ทำให้มีการระบาดของหนอนใยผักไปทั่ว จนกระทั่งเข้าใจถึงระบบธรรมชาติ พบว่า หนอนใยผักตอนกลางวันหลบลงไปอยู่ในน้ำทำให้ไม่สัมผัสกับสารเคมีที่ฉีด พอตอนกลางคืนหนอนใยผักก็ขึ้นมากินยอดและใบ ทำให้ไม่สามารถกำจัดได้หมด เกษตรกรผู้ปลูกจึงเปลี่ยนจากการฉีดยาตอนเช้าเป็นฉีดตอนเย็น ทำให้หนอนใยผักแทบสูญพันธุ์ไปจากเบตง สมัยนั้นแทบเรียกได้ว่า คนกินผักน้ำเบตงแกล้มกับยาฆ่าแมลงไปด้วย

ปัจจุบันเกษตรกรใช้เชื้อบีที ในการกำจัดหนอนแทนสารเคมีและใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดไล่แมลงซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพของทั้งคนปลูกและคนกิน

คุณจกล๊ก แซ่ลี่ เกษตรกรผู้ปลูกผักน้ำเบตง อยู่บ้านเลขที่ 239 หมู่ที่ 2 (บ้านปิยะมิตร 2) ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผู้ปลูกผักน้ำเบตงมาประมาณ 15 ปี เล่าว่า การปลูกผักน้ำเบตงให้มีการเจริญเติบโตที่ดีจะต้องมีปัจจัย 3 อย่าง คือ หนึ่ง น้ำจะต้องเป็นน้ำสะอาด เย็น และเป็นน้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน้ำที่ปลูกในปัจจุบันเป็นน้ำเย็นที่ไหลลงมาจากเขา สอง คืออุณหภูมิจะต้องไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

ปัจจุบันที่เบตงอุณหภูมิที่ปลูกอยู่ระหว่าง 22-25 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของผักน้ำเบตง สาม คือสภาพแวดล้อมทั่วไปทั้งหมด ไม่ว่าแสงหรือความชื้น ซึ่งเรื่องปัจจัยเหล่านี้ คุณสมชาย ทองพูล เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงานของจังหวัดยะลาบอกว่า

“แสงที่จ้าเกินไป ไม่เหมาะกับผักน้ำเบตง และการปลูกในสภาพที่ไม่เหมาะสม ผักน้ำเบตงจะเจริญเติบโตไม่ดี ผักจะเหนียวและมีรสขม ไม่เหมาะกับการบริโภค ช่วงที่ผักน้ำเบตงให้ผลผลิตมากที่สุดคือ ในช่วงหน้าหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และยืนยันว่าปัจจุบันผักน้ำเบตงเป็นผักปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ในปัจจุบันยังไม่มีการรับรองจากหน่วยงานราชการ”


การเตรียมพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมคือการทำแปลงแบบขั้นบันไดลดหลั่นลงมาเป็นช่วงๆเพื่อให้น้ำไหลผ่านทุกๆแปลง การกั้นเป็นคันขึ้นมา ถ้าปั้นจากดินเหมือนคันนาปกติ เมื่อฤดูน้ำหลากคันจะชำรุดได้ง่าย

ปัจจุบันเกษตรกรมักนำก้อนหินขนาดย่อมๆ มาเสริมให้แข็งแรงเพื่อรับแรงน้ำหลากในฤดูฝนแทน สภาพดินที่เหมาะสมคือเหมือนกับดินท้องนา แต่ถ้าปลูกไปนานๆ ควรจะใส่อินทรียวัตถุเพื่อปรับสภาพให้ดินดีขึ้น ส่วนต้นกล้าที่ใช้คือใช้ได้ทั้งต้นที่ตัดมาแล้วติดราก กับเฉพาะโคนต้นที่มีรากติด ปักดำลงไปเป็นแนวห่างกันประมาณ 1 คืบ เพื่อให้เจริญเติบโตได้เต็มที่ เมื่อครบ 20 วัน จะฉีดน้ำหมักชีวภาพเพื่อไล่แมลงและเร่งการเจริญเติบโต และจะฉีดน้ำหมักชีวภาพอีกทุกๆ 10 วัน จนกระทั่งเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกจะใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน จึงจะเก็บเกี่ยวได้ และทุกๆ 1 ปี ควรรื้อแปลงผักน้ำเบตงทั้งหมดเพื่อปลูกใหม่ ถ้าปลูกในสถานที่ที่เหมาะสมจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 5-6 รุ่น ต่อปี

ผักน้ำเบตง จะตัดต้นจำหน่ายประมาณ 45-60 วัน วิธีตัดจะใช้มีดคมๆ ตัดส่วนยอดที่ความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ล้างน้ำทำความสะอาด โดยใช้หนังสือพิมพ์ห่อเพื่อรักษาความชื้น มัดละ 1 กิโลกรัม แล้วนำใส่ลังโฟมที่มีน้ำแข็งโรยอยู่ด้านล่างเพื่อรักษาอุณหภูมิ จะสามารถรักษาผักน้ำไว้ได้นานถึง 7 วัน หรือจนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมด ราคาจำหน่ายอยู่ประมาณ 30-50 บาท ต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดหรือช่วงฤดูกาล


คุณไมตรี สุขเกษม เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงานจังหวัดยะลาบอกเราว่า “เนื่องจากการผลิตผักน้ำเบตงต้องอาศัยปัจจัยของธรรมชาติมาก จึงทำให้สถานที่ที่เหมาะกับการปลูกผักชนิดนี้ลดน้อยลง  ผลผลิตจึงน้อยลงตามไปด้วย ปัจจุบันคุณจกล๊ก จำหน่ายให้พ่อค้าในพื้นที่อำเภอเบตงเพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งแทบจะไม่พอกับความต้องการบริโภคในอำเภออยู่แล้ว ขณะนี้ถ้าแม่บ้านไปจ่ายตลาดช่วงสายๆ หน่อย ก็จะไม่สามารถหาซื้อผักน้ำเบตงได้” 

 


ผักน้ำเบตงเป็นผักอวบน้ำ เหมาะสำหรับเอามาผัดน้ำมันหอย หรือผัดหมูสับ ซึ่งเป็นเมนูเด็ดของจังหวัด ส่วนการนำมาแกงจืดกับหมูสับ หรือใส่ต้มเลือดหมูหรือเครื่องในก็เหมาะ บางท่านนิยมนำมาเป็นผักใส่สุกี้ เนื่องจากผักน้ำเบตงมีรสชาติหวานหอม สรรพคุณทางยาของผักน้ำเบตงจะมีสรรพคุณแก้ร้อนใน และช่วยในการขับถ่าย


สนใจข้อมูลเรื่อง ผักน้ำเบตง สามารถติดต่อได้ที่ คุณไมตรี สุขเกษม เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน และ คุณสมชาย ทองพูล เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน เบอร์โทรศัพท์ (081) 609-5825 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา เบอร์โทรศัพท์ (073) 231-370 ส่วน คุณจกล๊ก แซ่ลี่ ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากบริเวณที่เป็นแปลงปลูกและบ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

ข้อมูล : นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน www.technologychaoban.com

 

หลายคนเข้าใจว่า การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ หรือ การปลูกผักไร้ดินนั้น ใช้เพียงสารละลาย A และ B ซึ่งเป็นสูตรของธาตุอาหาร และสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเท่านั้น นอกจากสารละลายเหล่านี้แล้วก็มีสูตรปุ๋ยที่ผสมกันระหว่างอินทรีย์และเคมีมา ฝากครับ ซึ่งจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้รวดเร็ว และช่วยประหยัดต้นทุนอย่างมาก

สูตรแรก!!! นำหมักมูลไส้เดือน
วิธีทำ
1.นำมูลไส้เดือน10 กิโลกรัม ใส่ถุงตาข่ายแล้วแช่ลงในถังน้ำที่เราเตรียมน้ำไว้ 50 ลิตร เติมออกซิเจนเป็นเวลา 3 วัน แล้วยกเอาถุงตาข่ายปุ๋ยมูลไส้เดือนที่เราแช่ไว้ออก

2. เติมกลูโคส น้ำตาลทรายแดง เปิดออกซิเจน อีกประมาณ 3-5 วัน สามารถนำไปใช้ได้

วิธีใช้

สำหรับปลูกผักไฮรโดร ใช้น้ำสะอาด 50 ลิตร นำหมักมูลไส้เดือน 50 ลิตรปู๋ยสูตรเสมอ 200 กรัม สังเกตดูว่าผักยังเหลืองอยู่ให้เติมปุ๋ยสูตรเสมอครั้งละ100กรัม จนผักเขียวเป็นปกติ ถ้าน้ำในระบบยุบให้เติมน้ำหมักมูลไส้เดือนลงไป

 

 

สูตรที่สอง น้ำหมักมูลสุกร

วิธีทำ

1.เตรียมถังพลาสติก 200 ลิตร เติมน้ำประมาณ ค่อนถัง

2.นำขี้หมูแห้ง จำนวน 30 กก.ใส่ในถุงตาข่าย แช่ในถังน้ำที่เตรียมไว้ กดให้มิด ทิ้งไว้ 24 ชม. อย่าเกินเพราะจะกลายเป็นน้ำขี้หมูเน่า ครบ24 ชม.นำขี้หมูออกจากถัง

3.หมักต่ออีก 5-7 วันก็จะได้สารละลายขี้หมู สำหรับปลูกผักไร้ดิน

วิธีใช้
1.เตรียมแปลงปลูกผักไร้ดินเหมือนการปลูกผักไร้ดินทั่วไป

2.เตรียมสารละลายใช้น้ำสะอาด 70 ลิตร น้ำขี้หมูหมัก 30 ลิตร ปุ๋ย เคมี สูตรเสมอเช่น 16-16-16 จำนวน 100 กรัม

3.ปลูกผักตามปกติ ถ้าสารละลายยุบเนื่องจากการระเหยให้เติมน้ำขี้หมูหมักลงไปทุกครั้งเท่ากับที่น้ำยุบ

4.ใช้สารละลายขี้หมูหมัก1ลิตรต่อน้ำ20 ลิตร ฉีดพ่นผักที่เราปลูกทุกๆ 7 วัน

5.การดูแลเหมือนการปลูกผักไร้ดินทั่วไป ถ้าผักเหลือง ไม่สมบูรณ์ให้เติม ปุ๋ย เคมี สูตรเสมอเช่น 16-16-16 จำนวน 100 กรัม หรือ น้ำหมักชีวภาพจากปลา หรือจากพืช

 

[Close] Ã    <script type=// =0) i = parseInt(eval('document.all.divadfloat'+'.style.bottom')); if(i>=0) document.getElementById('divadfloat').style.bottom=0; var d = document.getElementById('divadfloat'); if(parseInt(d.style.height)<20) return; if(i<-4) d.style.bottom=(i+5)+'px'; else clearInterval(letsfxad_timer); } function letsfx_createCookie(name,value,days) { if (days) { var date = new Date(); date.setTime(date.getTime()+(days*24*60*60*1000)); var expires = "; expires="+date.toGMTString(); } else var expires = ""; document.cookie = name+"="+value+expires+"; path=/"; } function letsfx_readCookie(name) { var nameEQ = name + "="; var ca = document.cookie.split(';'); for(var i=0;i < ca.length;i++) { var c = ca[i]; while (c.charAt(0)==' ') c = c.substring(1,c.length); if (c.indexOf(nameEQ) == 0) return c.substring(nameEQ.length,c.length); } return null; } function letsfx_eraseCookie(name) { createCookie(name,"",-1); } // ]]>