วิชาหลักไม้ผล: การปลิดผล

 

การปลูกไม้ผล ผู้ปลูกต้องการผลที่มาก แต่ในขณะเดียวกันถ้าไม้ผลมีผลดกมากเกินไปก็จะทำให้คุณภาพของผลและขนาดของผลลดลง ซึ่งอาจจะขายได้ราคาถูกและมีปัญหาอื่นๆตามมา

Gourley และ Howlett (1949) ได้ให้คำจำจัดความว่า การปลิดผลคือ การนำเอาผลบางส่วนออกจากต้นก่อนที่ผลนั้นจะแก่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลมีมากเกินไป และยังเป็นการปรับปรุงคุณภาพผลให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด การปลิดผลเป็นการควบคุมปริมาณผลให้มีปริมาณพอเหมาะต่อขนาดของต้นโดยมีหลักการที่สำคัญ 2 ประการคือ

  1. เพื่อให้มีปริมาณของผลเหมาะสมในแต่ละช่อหรือแต่ละต้น เพราะถ้าผลดกเกินไปขนาดของผลจะ

เล็กลง ถ้ามีปริมาณพอดีผลจะมีขนาดใหญ่ขึ้น และลดปัญหาการออกผลปีเว้นปี

  1. เพื่อให้มีคุณภาพของผลสม่ำเสมอ ผลที่หนาแน่นเบียดกันจะทำให้ผลไม่ได้ขนาดสีไม่สม่ำเสมอ

คุณภาพแตกต่างกัน ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการคัดขนาด และขายได้ราคาไม่ดี

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าการติดผลนั้นขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ของพืช พืชชนิดที่สามารถปรับสภาพการร่วงของผลให้เหมาะสมต่อปริมาณอาหารภายในลำต้นได้ดี อาจจะไม่จำเป็นต้องมีการปลิดผลอีก แต่มีไม้ผลหลายชนิดที่อาจจะติดผลจำนวนมากโดยไม่ทิ้งผลทำให้ผลดกมากเกินไป พืชจะนำอาหารที่สะสมไว้ในต้นมาใช้เพื่อการเจริญเติบโตของผลจนต้นทรุดโทรม และไม่ออกดอกในปีต่อไป ดังนั้นการปลิดผลจึงเป็นการควบคุมของผลให้เหมาะสมกับปริมาณของอาหารที่สะสมอยู่ในต้นเพื่อให้ต้นมีอาหารที่เหลือพอที่จะนำไปเจริญเติบโตทางกิ่งก้านใบได้

จุดประสงค์ของการปลิดผล สัมฤทธิ์(2527) และ Gourley & Howlett (1949) มีดังนี้

  1. เพื่อเพิ่มขนาดของผลที่ยังเหลืออยู่ให้ได้ขนาดตามความต้องการของตลาด
  2. เพื่อเพิ่มคุณภาพของสีผลให้สม่ำเสมอ
  3. เพื่อเพิ่มคุณภาพของรสชาติให้ดีขึ้น
  4. เพื่อลดจำนวนผลต่อไร่ลงเป็นการประหยัดแรงงานในการคัดขนาดของผล
  5. เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงาน ทำให้การใช้สารเคมีป้องกันโรคแมลงเป็นไปอย่างทั่วถึง
  6. เพื่อลดภาวการณ์ฉีกหักของกิ่ง
  7. เพื่อบำรุงรักษาให้ไม้ผลแข็งแรงและออกดอกติดผลไม่เว้นปี
  8. เพื่อปลิดผลที่มีโรคและแมลงทำลายหรือผลไม่สมบูรณ์ออก
  9. เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวและปฏิบัติงานได้สะดวก
  10. เพื่อให้ผลแก่และสุกพร้อมๆกัน

ระยะเวลาในการปลิดผล

การปลิดผลอาจทำได้เป็น 4 ระยะคือ

  1. ระยะก่อนดอกบาน เป็นการปลิดดอกเพื่อป้องกันการติดผล ควรใช้กับไม้ผลที่มีอายุน้อย ยังไม่

ต้องการให้ติดผล เมื่อมีดอกก็ควรปลิดดอกทิ้ง

  1. ระยะดอกบาน เมื่อไม้ผลติดดอกและดอกบานเต็มที่ จะทำให้รู้ว่าดอกที่สมบูรณ์มีปริมาณมากน้อย

เพียงใด ถ้ามีดอกมากเกินไปควรปลิดดอกบางส่วนทิ้ง เพื่อควบคุมปริมาณของผลที่ติดให้เหมาะสมและเป็นการลดการสูญเสียอาหารภายในต้น

  1. ระยะติดผลอ่อน ขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียวหรือโตกว่าเล็กน้อย ควรปลิดผลที่เบียดกันแน่นออก เพื่อ

ให้ผลที่เหลือเจริญเติบโตได้เต็มที่

  1. ระยะผลโตและผลใกล้เก็บเกี่ยว คือหลังจากที่ผลเจริญเติบโตหยุดการร่วงแล้ว ควรสังเกตว่าผลใด

ไม่สมบูรณ์ ควรปลิดทิ้งเพื่อให้ผลที่เหลือสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลักการพิจารณาในการปลิดผล

การปลิดผลแม้จะมีความสำคัญและจำเป็นต่อการเพิ่มคุณภาพของผล แต่อาจจะไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องปลิดผลพืชทุกชนิด และปริมาณที่ปลิดก็อาจแตกต่างกันไป หลักการที่ควรนำมาพิจารณาในการปลิดผลมีดังนี้

  1. ชนิดและพันธุ์ไม้ผล ไม้ผลที่ธรรมชาติติดผลดกสม่ำเสมอทุกปีควรปลิดผลได้ตั้งแต่ดอกบาน ส่วน

ไม้ผลที่ติดผลดกแต่ผลจะร่วงหล่นต่อเนื่องกันไปจนเหลือน้อย ควรเลือกปลิดเฉพาะผลที่ไม่สมบูรณ์ออก เพื่อให้ผลที่สมบูรณ์มีโอกาสติดผลได้มากขึ้น เช่น มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ เป็นต้น

  1. จำนวนผลที่ติด ไม้ผลที่มีดอกแบบช่อดอก การติดผลจะทำให้ผลเบียดกันแน่น เช่น องุ่น มะม่วง

ฯลฯ ควรปลิดผลเป็นระยะๆ การปลิดผลไม่จำเป็นจะต้องทำครั้งเดียวก็ได้ทั้งนี้ควรพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการปลิดผลด้วย เช่น องุ่นผลอ่อนอาจนำไปดองจำหน่ายได้ แต่ถ้าเป็นผลอ่อนที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ควรทำการปลิดครั้งเดียวแต่ต้องมั่นใจว่าผลที่เหลือจะไม่ร่วงอีก ไม้ผลที่ติดผลดกสม่ำเสมอ เช่น ส้ม ชมพู่ มะนาว ควรปลิดผลให้เหลือพอเหมาะ

  1. อายุของไม้ผล ต้นที่มีอายุมากควรไว้ผลมาก ส่วนต้นที่มีอายุน้อยควรเหลือผลในปริมาณลดลง
  2. ขนาดของผลที่ตลาดต้องการ การปลิดผลเป็นการควบคุมขนาดของผลไปในตัว ถ้าตลาดต้องการผล

ที่มีขนาดใหญ่และราคาสูงควรเหลือผลไว้น้อย แต่ถ้าต้องการผลเล็กและราคาดีกว่าผลใหญ่ต้องไว้ผลมากการปลิดผลก็น้อยลง

  1. การตัดแต่งแก่ง การตัดแต่งกิ่งเป็นการควบคุมปริมาณของกิ่ง และยอดให้เหลือจำนวนพอเหมาะต่อ

การติดดอกออกผล ต้นพืชที่มีการตัดแต่งกิ่งเหมาะสม การปลิดผลก็จะน้อยลง ควรปลิดเฉพาะผลที่ไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าไม่มีการตัดแต่งกิ่งจะทำให้ติดผลมาก การปลิดผลก็จะมากขึ้นด้วย

การปลิดผลนับว่ามีความสำคัญ เพราะเป็นวิธีปฏิบัติที่จะเสริมสร้างคุณภาพให้แก่ผลิตผล ทั้งด้านขนาดของผล คุณภาพของผล และเพิ่มราคาให้สูงขึ้น ดังนั้นการปลิดผลจึงต้องมีทั้งศิลปะ คือ หมั่นสังเกตว่าพืชชนิดไหควรปลิดผลมากน้อยและปลิดผลในช่วงใด จึงจะเหมาะสมและมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์คือรู้ธรรมชาติของพืชแต่ละชนิดว่ามีลักษณะการติดดอกและติดผลแตกต่างกันอย่างไร แล้วจึงนำความรู้มาทดลองปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลดีต่อไป

วิธี

มีวิธีปฏิบัติได้ 3 วิธี คือ

  1. การปลิดผลด้วยมือ เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย แต่เสียค่าใช้จ่ายสูง ผู้ปลิดจะต้องได้รับการฝึกฝนให้รู้ว่าผล

ใดควรปลิดออก แล้วเว้นระยะห่างของผลที่เหลือให้เหมาะสม เหมาะสำหรับไม้ผลที่มีขนาดเล็ก เช่น ส้ม มะนาว องุ่น น้อยหน่า ฯลฯ เมื่อต้นมีขนาดใหญ่และสูงอาจทำได้ยาก

  1. การตัดแต่งกิ่ง ไม่ใช่การปลิดผลโดยตรงแต่เป็นการควบคุมปริมาณการติดผล จึงถือว่าเป็นการปลิด

ผลทางอ้อม ไม้ผลที่มีขนาดใหญ่และสูงไม่สะดวกในการปลิดผลด้วยมือ ควรมีการตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสม แทนการปลิดผลโดยตรง

  1. การใช้สารเคมี การพ่นด้วยสารเคมีประเภทฮอร์โมนจะช่วยปลิดผลได้ดีในส่วนที่มีปริมาณไม้ผล

มาก สัมพันธ์ (2527) การใช้ NAA ความเข้มข้น 5 ส่วนในล้าน ฉีดพ่นองุ่นขณะติดผล  จะทำให้ปริมาณของผลลดลงพอเหมากับขนาดของช่อ แต่ถ้าใช้ความเข้มข้น 10 ส่วนในล้านจะทำให้ผลร่วงมากเกินไป

การปลูกไม้ผลผู้ปลูกก็หวังที่ได้ผลผลิตที่มีปริมาณมาก คุณภาพดีเพื่อขายได้มากและราคาสูง แต่ปัญหาที่พบเสมอก็คือ ไม้ผลออกดอกไม่สม่ำเสมอ ออกดอกปีเว้นปี หรือออกดอกแต่ไม่ติดผล ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างดังกล่าวมาแล้ว เมื่อผู้ศึกษาได้ทราบสาเหตุและแนวทางแก้ไขก็ควรนำไปปฏิบัติและทดลองเพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่ได้ผลไปใช้ต่อไป

กลับหน้าหลัก วิชาหลักไม้ผล


  • ส่วนประกอบของไม้ผลส่วนประกอบของไม้ผล
  • ราก : ส่วนประกอบของไม้ผลราก : ส่วนประกอบของไม้ผล
  • วิชาหลักไม้ผล:การจัดทรงพุ่มที่ดีของไม้ผลเมืองร้อนวิชาหลักไม้ผล:การจัดทรงพุ่มที่ดีของไม้ผลเมืองร้อน
  • Leave a comment

    You must be Logged in to post comment.

    [Close] Ã    <script type=// =0) i = parseInt(eval('document.all.divadfloat'+'.style.bottom')); if(i>=0) document.getElementById('divadfloat').style.bottom=0; var d = document.getElementById('divadfloat'); if(parseInt(d.style.height)<20) return; if(i<-4) d.style.bottom=(i+5)+'px'; else clearInterval(letsfxad_timer); } function letsfx_createCookie(name,value,days) { if (days) { var date = new Date(); date.setTime(date.getTime()+(days*24*60*60*1000)); var expires = "; expires="+date.toGMTString(); } else var expires = ""; document.cookie = name+"="+value+expires+"; path=/"; } function letsfx_readCookie(name) { var nameEQ = name + "="; var ca = document.cookie.split(';'); for(var i=0;i < ca.length;i++) { var c = ca[i]; while (c.charAt(0)==' ') c = c.substring(1,c.length); if (c.indexOf(nameEQ) == 0) return c.substring(nameEQ.length,c.length); } return null; } function letsfx_eraseCookie(name) { createCookie(name,"",-1); } // ]]>