โคนมอินทรีย์

กระแสตื่นตัวบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ขยายตัวตลอดเวลา ปี 2550 อาหารอินทรีย์ในตลาดโลกมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 2555 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท…ในจำนวนนี้ นมอินทรีย์ มีสัดส่วนอยู่ถึง 26 เปอร์เซ็นต์

เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และเป็นหนทางให้เกษตรกรโคนมขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น วันนี้ทั้งภาครัฐ เอกชน จึงหันมาส่งเสริมให้ทำฟาร์มโคนมอินทรีย์กันมาก

“ทำฟาร์มโคนมอินทรีย์ พูดเข้าใจง่ายๆ ก็คือ การเลี้ยงสัตว์อย่างปลอดภัย ปราศจากสารตกค้างและปนเปื้อนยาอันตราย สารเคมี เลี้ยงแบบธรรมชาติปล่อยให้โคแทะเล็มหญ้าในแปลงที่ปลูกอย่างอิสระ กินพืชอาหารสัตว์ที่เป็นอาหารหยาบมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด มุ่งสวัสดิภาพสัตว์เป็นหลัก”

ว่าที่ร้อยตรี กิตตว์ธรรศ์ จิตต์มนัส หัวหน้าแผนกฟาร์มอินทรีย์ องค์ การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) บอกว่า กว่าจะทำฟาร์มโคนมอินทรีย์ได้ ต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนนานถึง 3 ปี

เริ่มตั้งแต่ สภาพพื้นที่ สภาพแวดล้อม แปลงปลูกหญ้า อาหาร รวมทั้งตัวแม่โค ที่จะต้องมีการแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง ก็ต้องปฏิบัติตามเกษตรอินทรีย์ ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี

อาหารอย่างอื่นที่ให้โคกินก็ต้องเป็นอินทรีย์เท่านั้น อย่างรำที่ใช้เลี้ยงจะสั่งมาจากยโสธร ที่มีใบรับรองของกรมวิชาการเกษตรว่าเป็นพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์

พร้อมต้องแบ่งพื้นที่สำหรับให้วัวได้พักผ่อนนอนเล็มหญ้า กรณีโคเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาก็ใช้พืชสมุนไพร หรือยาแผนโบราณภูมิปัญญาท้องถิ่นรักษาให้หาย แต่ถ้าสมุนไพรเอาไม่อยู่ จะใช้วิธีแยกออกมารักษาแบบ “ขังเดี่ยว” พอหายแล้ว เลี้ยงต่อไปอีก 90 วัน ถึงเอากลับเข้าฝูงได้

และการปรับเปลี่ยนในระยะแรก น้ำนมที่ได้ยังคงส่งเข้าสู่ระบบทั่วไปตามปกติ ต้องรอให้โคนมกินอาหารอินทรีย์ไปจนกว่าจะครบ 3 ปีนั่นแหละ…จึงมั่นใจว่าเป็นนมอินทรีย์จริง ถึงจะให้กรมปศุสัตว์เข้ามาตรวจสอบรับรอง

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ปริมาณน้ำนมที่ได้จากฟาร์มอินทรีย์จะน้อยกว่าฟาร์มทั่วไป…ครึ่งต่อครึ่ง

แต่ต้นทุนการเลี้ยงก็น้อยลง อยู่ที่ 11 บาท/กก. และขายได้ราคาสูง 25 บาท/กก.

ต่างจากการเลี้ยงทั่วไปที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 15 บาท ขายได้แค่ 18.50 บาท

พูดง่ายๆ ถึงจะได้ผลผลิตน้อย แต่หักต้นทุนแล้วขายได้กำไรสูงกว่าเลี้ยงแบบทั่วไปถึง 4 เท่าตัว…น่าเลี้ยงกว่ากันเยอะเลย.